articleเมื่อพม่าจับมือไทย เปิดตัวยิ่งใหญ่ “โรงไฟฟ้ามินบู” แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในเมียนมา

เมื่อพม่าจับมือไทย เปิดตัวยิ่งใหญ่ “โรงไฟฟ้ามินบู” แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในเมียนมา

Category: ECF News

เมื่อพม่าจับมือไทย เปิดตัวยิ่งใหญ่ “โรงไฟฟ้ามินบู”

แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในเมียนมา

 

09.00 น. 27 มิถนายน บิ๊กเซอร์ไพรส์เกิดขึ้น หลังจากสิ้นเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ออ ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ให้เกียรติเดินทางมายังรัฐมาเกวย ตอนบนของประเทศพม่า เพื่อร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโรงไฟฟ้ามินบู อย่างเป็นท่างการ

แขกเหรื่อคับคั่ง มีตั้งแต่รัฐมนตรีกระทรวงบิ๊ก ไปจนถึงหัวหน้าคณะรัฐมนตรีแห่งรัฐมาเกวย นักลงทุน สื่อมวลชน และประชาชนชาวพม่า

ซูจี ขึ้นกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งใจความว่า ภูมิใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนไทยได้เข้ามาลงทุนและสร้างโรงไฟฟ้าให้เกิดขึ้น ถือเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า

กว่า 1 ปีที่ “มินบู” ก่อรูปจนเป็นร่าง โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ดำเนินการผ่านบริษัทร่วมทุน พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย)  หรือ GEPT โดยมีผู้ลงทุนหลักคือ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF)  ถือหุ้น 20%, บมจ.เมตะ คอร์ปอเรชั่น (META) ถือหุ้น 12%, บมจ.สแกน อินเตอร์ (SCN) ถือหุ้น 40%, และ Noble Planet หรือ NP สัญชาติสิงคโปร์ ถือหุ้น 28%

กว่า 2,115 ไร่ ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ได้รับการออกแบบและดำเนินการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพได้มาตรฐานระดับสากล

โดยเฟสแรกที่แล้วเสร็จมีกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ จากทั้งโครงการ 220 เมกะวัตต์ โดยจะขายให้กับหน่วยงานจัดหาพลังงานภายใต้กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน ซึ่งสนองความต้องการใช้ไฟได้ถึง 350,000,00 kWh ต่อปี หรือกว่า 2 แสนครัวเรือน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ง่ายสำหรับโครงการขนาดใหญ่ แม้ว่าก่อนหน้านี้มีหลายบริษัทเข้ามาลงทุน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะแต่ละชิ้นส่วนต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทวีป จาก จีน ยุโรป มุ่งหน้าสู่ย่างกุ้ง กว่าจะเดินทางมาถึงมาเกววย ต้องซ่อมถนน เสริมสะพาน ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังต้องคุมคนงานอีกว่า 700 คน และบางจุดมากถึง 1,000 คน

ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และน่าภูมิใจของทั้งชาวเมียนมาและทีมผู้ลงทุนไทย ที่นำร่องก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ

ถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้นแบบที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ การศึกษา สร้างอาชีพ แลพสุขอนามัยที่ดีแก่ชาวเมียนมา

ออง ทีฮา ประธานกรรมการ บริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GEP เผยความรู้สึกวันนี้ “วันนี้คือวันพิเศษของประเทศพม่า”

“เรามีความภาคภูมิใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้สร้างความสำเร็จและได้เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศเมียนมาให้มีความก้าวหน้าทันประเทศอื่นๆ ต้องยอมรับว่าประชาชนชาวเมียนมาส่วนมากยังใช้ชีวิตอยู่โดยขาดแคลนไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้จะทำให้ชาวเมียนมามีชีวิตที่ดีขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และความสำเร็จของ GEP จะการันตีก้าวต่อไปในการพัฒนาโครงการอื่นๆ ในอนาคต

ในฐานะคนเมียนมาและหนึ่งในทีมผู้บุกเบิกพลังงานสะอาดในเมียนมา รู้สึกซาบซึ้งในการสนับสนุนจากนักลงทุน สถาบันการเงิน และพันธมิตร ทั้งจากไทยและประเทศอื่นๆ ที่ได้มีส่วนช่วยให้คนเมียนมาเข้าถึงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นอันสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยของเมียนมาผ่านความสำเร็จของโครงการเรา”

ทางเอนจิเนียริงดอกเตอร์ ด้านพลังงานหมุนเวียน ดร.ฤทธี กิจพิพิธ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) บอกว่าตั้งแต่เรียนจบมาจาอเมริกาก็ได้เข้าเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า 4 แห่ง ในประทศไทย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กไม่ถึง 10 เมกะวัตต์ แต่วันนี้ ดร.ฤทธี ถึงกับลั่นว่า “ความฝันของผมเป็นจริงแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผมเคยมีความฝันมาตั้งแต่ตอนที่เรียนแล้วว่า สักวันจะมีโรงไฟฟ้าที่ทำมาจากพลังงานสะอาด เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เพียงโลกสวย ม่ใช่แค่ลดมลพิษอย่างเดียว แต่เป็นการผลิตที่ใช้งานได้จริง อย่ในพื้นที่ห่างไกลไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงได้”

“วันนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจ ในอนาคตอันใกล้เราจะเริ่มเฟส 2, 3 และ 4 เพราะ 220 เมกะวัตต์ ไม่พอกับไฟฟ้าในแถบนี้ เราจะเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศนี้ในการขยายและพัฒนาพลังงานสะอาดต่อไป”

ด้านนายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF ย้ำ สิ่งนี้เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยอีกโครงการในประเทศพม่า ก่อนจะเล่าย้อนให้เห็นภาพว่า ช่วงแรกที่มาทำ Ground Breaking มีแผงอยู่ประมาณ 30 แผงเท่านั้น

“พอกลับไปเมืองไทยทุกคนบอกว่าโอ้โหจะเสร็จไหมเนี่ย ผมโดนคำถามนี้อยู่เป็นปี ว่าจะเกิดขึ้นจริงไหม ผมบอกว่าต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเรามุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำให้เกิด”

“เราไม่ได้มองแค่บริษัทของเรา แต่อยากให้ทุกคนมองว่าเราเป็นตัวแทนของประเทศไทยและคนไทยที่มาทำสำเร็จเป็นโครงการแรกในพม่า และเชื่อว่าจะมีกลุ่มอื่นเข้ามาลงทุนที่ประเทศพม่าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักลงทุนไทยและประเศพม่าเอง”

ถือเป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาทำเรื่องพลังงาน อารักษ์ เล่าว่าโดนท้ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปลงทุนในจ.นราธิวาส

“จะทำได้หรื? อยู่ท่ามกลาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเกิดไหมโรงงานชีวมวล? หรือล่าสุด ไปทำโรงงานไบโอก๊าซที่จ.แพร่ ซึ่งยากมาก แต่วันนี้เราทำสำเร็จและ COD เรียบร้อยแล้ว โครงการที่พม่าก็เป็นอีกโครงการที่ท้าทายอารักษ์บอกและยังกระซิบย้ำนักลงทุนด้วยว่า” “ไม่ได้ยากอย่าที่คิด ถ้ามุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ”

อีกหนึงกำลังสำคัญ หากขาดโครงการโรงไฟฟ้าก็ยากที่จะเกิด ศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ Meta ในฐานะผู้พัฒนาและรับเหมาก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้ามินบู เผยว่า นี่คือความภูมิใจของเด็กไทยคนหนึ่ง ที่สามารถมาทำธุรกิจในประเทศนี้ได้สำเร็จ

“ทุกท่านที่นี่สำคัญมากๆ ทุกคนทำให้โครงการนี้เกิด หวังว่าความฝันของคนเมียนมาจะเป็นจริง เพราะปัจจุบันประเทศเมียนมาเข้าถึงไฟแค่ 1 ใน 3 แต่ถ้าเรากำลังพูดถึงอีก 2 ใน 3 ที่จะต้องเป็นไปตามแผนให้ได้ เราเชื่อว่าเราเป็นคนกลุ่มแรกที่ทำพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) สำเร็จ โครงการแรกในประเทศเมียนมา วันนี้ท่านออง ซาน ซูจี ก็มีโอกาสได้พูดว่าท่านนั่งเฮลิคอปเตอร์และมองลงมา เป็นภาพที่สวยงามมาก เขาชอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปอย่างทันสมัย จากการที่ประเทศไทยในฐานะเมนหลักที่ลงทุนได้เอาเทคโนโลยีและประสบการณ์ที่สั่งสมมาเร่งพัฒนาประเทศเพื่อนบ้าน”

“สำคัญที่สุดคือเราสามารถช่วยให้คนที่อยู่ในพื้นที่มีงานทำมากขึ้น เพราะหลังจากที่โรงไฟฟ้าสร้างเสร็จจะมีเงินก้อนหนึ่ง เพื่อพัฒนาชุมชนรอบข้างให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นอีกหนึ่งความฝันของเราในการพัฒนาคน”

กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องยากที่เอกชนจะเข้ามาลงทุนในต่างแดน น่าสนใจว่านักลงทุนกลุ่มนี้มีการประเมินความเสี่ยงอย่างไร ทั้งเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงเรื่องผู้ก่อการร้าย ต้องเข้ามารูปแบบไหน มีวิธีการอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ

ศุภศิษฏ์ เปิดเผยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจต่างประเทศคือ “โลคอลพาร์ตเนอร์”หรือผู้ร่วมลงทุนท้องถิ่น “เรามีโลคอลพาร์ตเนอร์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ การเป็นพันธมิตรที่เสมือนทำงานในประเทศเดียวกันจะเป็นตัวลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด ถึงมีนายที่เก่งที่สุด หรือซื้อประกันที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่สามารถดีลกับโลคอลพาร์ตเนอร์ได้ ไม่เข้าใจวัฒนธรรมการลงทุนของแต่ละ

ด้าน อารักษ์ บอกว่า วันนี้อยากให้มุมมองความคิดเปลี่ยน เพราะอยู่ประเทศไทยก็มีประเทศ ก็เป็นความเสี่ยง

“ชีวมวลในประเทศไทย  วิ่งขายกันเต็มไปหมด บอกว่าคนนั้นคนนี้จะเซนต์ให้ สุดท้ายคือความเสี่ยงทั้งหมด บางโรงลงทุนสร้างไปแล้ว 40% แต่เปิดไม่ได้ ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ต่างประเทศหรือในประเทศ แต่เกิดขึ้นทั่วโลก  เพราะมองว่าเป็นเวทีของนักลงทุนไทย ที่จะต้องกล้าออกมานอกประเทศ ถ้าบอกว่าอย่าออกไปเสี่ยงเลย ก็คิดว่าเป็นการปิดประตูตัวเองมากไปหน่อย แต่การเสี่ยงที่ถูกป้องกันโดยสำนักงานกฎหมายใหญ่ๆ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่พม่าและทั่วโลก เมื่อ 3 บริษัท ร่วมบริหาร ความเสี่ยงจึงลดลงแบบคูณ 3 และด้วยพาร์ตเนอร์ที่ดีอย่างคุณออง ทีฮา ก็ยิ่งมั่ใจไปอีกว่าการบริหารจัดการตรงนี้ความเสี่ยงจะน้อยลง ความเสี่ยงคือสิ่งที่ปิดได้ ถ้าเรามองว่าปิดไม่ได้ก็จะเดินทางไปทำธุรกิจที่ไหนไม่ได้เลย เราควรก้าวออกมาได้แล้ว โดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน” อารักษ์ระบุ

นับเป็นโครงการสำคัญที่น่าจับตามอง แม้เป็นกลุ่มใหม่ แต่เชื่อว่าอนาคตจะเป็นผู้นำด้านธุรกิจพลังงานต่อไปในภูมิภาค

อธิษฐาน จันทร์กลม

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2562

09 July 2019

Viewed 1151 time

Engine by shopup.com