article“ECF” โชว์สเต็ปเติบโต

“ECF” โชว์สเต็ปเติบโต

Category: ECF News

“ธุรกิจโรงไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ ECF”

“คุณอารักษ์ สุขสวัสดิ์” กรรมการผู้จัดการ ECF  ในลุคสบายๆ นั่งลงจิบกาแฟแล้วขยายคำตอบนี้ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน เราคิดจะทำโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล (Biomass) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน เพราะเมื่อก่อนโรงงานต้องเสียค่าไฟฟ้าเดือนละกว่าล้านบาท เมื่อลองศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอย่างละเอียดพบว่า ต้องใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 150-170 ล้านต่อ 1 เมกะวัตต์ และวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ ทำให้จำเป็นต้องล้มเลิกความคิด เพราะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ต่อมาภาครัฐประกาศเตรียมเปิดประมูลโครงการพลังงานทดแทน เราตัดสินใจจับมือกับ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL)  เพื่อร่วมกันทำโซลาร์ลูฟ แต่สุดท้ายรัฐบาลเบรกการรับซื้อไฟฟ้า ทำให้ดีลนี้ต้องล้มเลิกไป จากนั้นไม่นานเราลองไปศึกษาโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น และตัดสินใจเข้าลงทุน แต่ด้วยความที่โครงการมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เราตัดสินใจขายหลังผลิตเชิงพาณิชย์ได้เพียง  1 ปี ได้กำไรกลับมา 30 ล้านบาท กำไรจากการขายโรงไฟฟ้าครั้งนั้น ทำให้เห็นว่า การลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าสร้างกำไรค่อนข้างดี เราจึงเริ่มมองหาโอกาสในการลงทุนกิจการนี้อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายธุรกิจพลังงานทดแทนของ ECF คืออะไร ?

เอ็มดีใหญ่ เล่าว่า เรายังคงเดินหน้าตามแผนเดิมที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ นั่นคือ เตรียมผลักดันบริษัทร่วมทุน 2 แห่ง บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) และบริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2562 และปี 2563 ตามลำดับ”

ECF เริ่มขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนอย่างจริงจังในปี 2560 ด้วยการส่งบริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด ในฐานะบริษัทย่อย เข้าไปถือหุ้น 33.37% ในบริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) โดย SAFE ได้เข้าถือหุ้น 99.99% ในบริษัท ไพร์ซ ออฟ วู้ด กรีน เอนเนอร์จี จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจ “โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล” ขนาด 7.5 เมกะวัตต์ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเริ่มมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อเดือนมิ.ย. 2560

ผมเชื่อมั่นว่า ปี 2561 บริษัทจะมีรายได้จากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ประมาณ 230-250 ล้านบาท” คุณอารักษ์ ยืนยัน

1526266520537

“คุณอารักษ์ สุขสวัสดิ์” กรรมการผู้จัดการ บมจ. อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF)

นอกจากนั้น SAFE ยังเข้าลงทุนในบริษัท บิน่า พูรี่ พาวเวอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด สัดส่วน 49% เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลแบบแก๊สซิฟิเคชั่น จังหวัดแพร่ จำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตโครงการละ 1 เมกะวัตต์  ซึ่งได้เปิดเดินเครื่องการผลิตไปแล้ว 1 เมกะวัตต์ ในเดือนเม.ย. 2561 ส่วนที่เหลืออีก 1 เมกะวัตต์ มีแผนจะเดินเครื่องผลิตตามมาในไม่ช้า

ในช่วงเวลาเดียวกัน ECF ยังได้ส่งบริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด เข้าไปลงทุน “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ขนาดกำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์  ในบริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว จำกัด ประเทศเมียนมา สัดส่วนการลงทุน 20% คาดว่าเฟสแรก กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 ปี 2561 จากทั้งหมด 4 เฟส (ใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 4 ปี)

คุณอารักษ์ ย้ำว่า เรายังต้องการเข้าร่วมทุนกับพันธมิตร เพื่อทำโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลภายในประเทศอีก 2-3 แห่ง กำลังการผลิตเฉลี่ย 30 เมกะวัตต์ แต่จะเข้าลงทุนเมื่อไรคงยังตอบไม่ได้ บอกได้แต่เพียงว่า คงต้องซื้อใบอนุญาตต่อจากคนอื่น หากรัฐยังไม่มีนโยบายเปิดประมูลโครงการพลังงานทดแทนในเร็ววันนี้

ส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้านอกบ้าน ยอมรับว่า สนใจประเทศฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพราะสองประเทศนี้ยังให้ความสำคัญกับน้ำมันมากกว่าพลังงานทดแทน ฉะนั้นหากเข้าไปบุกเบิกก่อนย่อมได้เปรียบ แต่ต้องศึกษาให้รอบคอบ (ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ IRR ประเทศไต้หวัน ญี่ปุ่น เมียนมา และไทย อยู่เฉลี่ย 8-9%, 5-7%, 10% และ 6-7% ตามลำดับ)

“ตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยมีข้อจำกัดในการขยายตัวหรือไม่”

หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ ECF อธิบายว่า วันนี้ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในเมืองไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก หลายคนต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยมีขนาดประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท ถามว่า “ใหญ่มั้ย” เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร 70 ล้านคน ก็ถือว่า “พอดี”

แต่ถ้าเทียบกับประเทศที่เจริญมากกว่าไทย ต้องยอมรับว่า ตลาดเรายัง “เล็ก” เหตุที่เฟอร์นิเจอร์เมืองไทยขยายตัวไม่เท่าบางประเทศ นั่นเป็นเพราะคนไทยกว่า 80% ไม่ชอบย้ายถิ่นฐาน ตรงข้ามกับประเทศญี่ปุ่นที่มีประชากรเฉลี่ย 120-130 ล้านคน และมีการบริโภคเฟอร์นิเจอร์มากกว่าไทย 3-4 เท่า เพราะมีการย้ายถิ่นฐานไปตามแหล่งงาน (มูลค่าตลาดของญี่ปุ่นอยู่ราวๆ 200,000 -250,000 ล้านบาท)

คู่แข่งมากขึ้นมีผลต่อ ECF หรือเปล่า ? เขายอมรับว่า ได้รับผลกระทบบ้าง แต่แม้จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น IKEA INDEX หรือ SB แต่ทุกแบรนด์ต่างก็มีสไตล์เฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเอง ฉะนั้นคงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาคุมตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยทั้งหมด ส่วนตัวมีความเห็นว่า ผู้เล่นรายใหม่จะเข้ามาช่วยสร้างกระแสให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ไม่ได้มาทำให้เจ้าเก่าล้มหายตายจากเหมือนเมื่อ 40 ปีก่อน

เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคฉลาด เขาชอบตรงไหน เขาจะไปตรงนั้น เพราะฐานของสินค้าล้วนแล้วมาจากแหล่งที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์โลกอยู่ในเมืองจีน (IKEA และ INDEX มีฐานสินค้ามาจากเมืองจีน 80%) รองลงมาเป็นอิตาลี และไต้หวัน

“ผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะแชร์ให้ฟัง” คุณอารักษ์ เกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง

ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสคุยกับนักธุรกิจชาวจีนและยุโรปรายหนึ่ง เขาบอกว่า ตอนนี้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในเมืองจีนที่ใช้แรงงานในการทำงานเป็นหลักกำลังจะย้ายฐานการผลิตในประเทศไปสู่ Southeast Asia ทั้งหมด เพราะผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทั้งในเมืองจีนเองและฝั่งยุโรปต่างมีความเห็นตรงกันว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า เฟอร์นิเจอร์ในเมืองจีนอาจแข่งขันไม่ไหว เพราะค่าแรง ค่าครองชีพสูงขึ้น และอาจถูกกีดกันทางการค้า

โดยผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชาวจีนรายหนึ่ง คุยให้ฟังว่า เมืองไทยถือเป็นแหล่งผลิตที่ดีที่สุดใน Southeast Asia เมื่อเทียบกับเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นการมีฝีมือที่ดี, พฤติกรรมที่ไม่รุนแรงก้าวร้าว, มีแหล่งวัตถุดิบจำนวนมาก และมีภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการผลิตและส่งออก ฉะนั้นในอนาคตอาจเห็น ECF จับมือเป็นพันธมิตรกับนักธุรกิจชาวจีน (ปัจจุบันเมืองไทยส่งออกไปญี่ปุ่นอันดับ 1 สหรัฐอเมริกาอันดับ 2 อังกฤษอันดับ 3 และเมืองจีนอันดับ 4)

“เมื่อ 20 ปีก่อน ภาครัฐต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ส่งออกเมืองไทยมีมูลค่า 1 แสนล้านบาท แต่วันนี้ส่งออกเมืองไทยอยู่อันดับ 10 ของโลก มูลค่าส่งออกเฉลี่ยกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ฉะนั้นหากทางการไทยเห็นช่องว่างนี้แล้วร่วมมือกับเอกชน อุตสาหกรรมคงไปถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก”

Business Plan ปี 2561-2563

คุณอารักษ์ ย้ำแผนงาน 3 ปีข้างหน้า (ปี 2561-2563) เหมือนที่เคยประกาศไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า ในส่วนของโรงงาน เราวางเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องมียอดขายทั้งในประเทศและส่งออกเฉลี่ย 1,600 ล้านบาท ในปี 2561 ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 1,800 ล้านบาท ในปี 2562 และ 2,000 ล้านบาท ในปี 2563 ปัจจุบันบริษัทมีโรงงาน 2 แห่ง คือ โรงงานผลิตไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด และโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา สำหรับกลยุทธ์ที่จะทำให้เดินทางถึงเป้าหมาย ที่ผ่านมาได้เพิ่มไลน์ผลิตชุดนอน และพร้อมจับมือกับพันธมิตรรายใหม่ๆ

ส่วนในฝั่งของแบรนด์ เราได้สร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาชื่อ “Costa” เพื่อจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ให้กับกลุ่มร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกรายย่อย (Dealer) ทั่วประเทศ ไล่มาตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ถึงนราธิวาส เน้นกลุ่ม B-C  ปัจจุบันมีลูกค้าในมือ 1,015 ราย และมีสินค้าขาย 200-300 SKU ปัจจุบันได้จ้างโรงงานในประเทศมาเลเซียผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ Costa สำหรับเป้าหมายการขายวางไว้ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า หลังในปี 2560 ทำได้ 118 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 300 ล้านบาท ปี 2562 ประมาณ 600 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายลูกค้าจะเพิ่มเป็น 1,500 ราย

กรรมการผู้จัดการ ECF ทิ้งท้ายบทสนทนาก่อนนำทีมเม่าจำไม ไปเยี่ยยชมโชว์รูม ELEGA ว่า “ตลอดปีนี้ ECF ยังมีเรื่องใหม่ๆ ให้นักลงทุนติดตามต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัท แพลนเนทบอร์ด จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 57% ลงทุนสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายแผ่นไฟเบอร์บอร์ดความหนาแน่นปานกลาง (แผ่นไม้เอ็มดีเอฟ) จังหวัดนราธิวาส เงินลงทุนเบื้องต้น 1.45 พันล้านบาท ซึ่งแผนก่อสร้างโรงงานใหม่ๆคงไม่ได้หยุดเพียงโรงงานนี้แน่นอน”

ecf

26 July 2018

Viewed 458 time

Engine by shopup.com