articleส่องโมเดล ECF จากเฟอร์นิเจอร์ สู่พลังงานทดแทน

ส่องโมเดล ECF จากเฟอร์นิเจอร์ สู่พลังงานทดแทน

Category: ECF News

บมจ.อีสโคลท์เฟอร์นิเจอร์ (ECF) ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราอบแห้ง และเฟอร์นิเจอร์ไม้จริงที่สั่งซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับให้บริการตัดแผ่นติดขอบไม้ (พีวีซี) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ Particle board ภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ B2B และ B2C นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก และลงทุนด้านพลังงงานทดแทน 

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ ECF บอกถึงแผนธุรกิจ 3 ปี (2561-2563) ว่า ตั้งเป้าหมายรายได้และกำไรเติบโตเฉลี่ยมากกว่าปีละ 10% หลังจากได้มีการปรับโครงสร้างมาเน้นพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในปี 2563 ที่ 2,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-12% 

พร้อมวางเป้าหมายสัดส่วนกำไรจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 35% ธุรกิจพลังงานทดแทน 35% บริษัทย่อย Planet Board 30% ซึ่งขณะนี้ Planet Board ที่บริษัทเข้าถือหุ้น 57% อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนและเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ และไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด

ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนได้ทยอย COD ต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาบริษัทเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 7.5 MW จังหวัดนราธิวาส ที่เริ่ม COD ตั้งแต่ไตรมาส 3 จำนวน 6.7 ล้านบาท และไตรมาส 4 จำนวน 8.8 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงไฟฟ้าชีวมวล 1 MW จำนวน 2 โรงใน จังหวัดแพร่ ซึ่งคาดว่าจะ COD ได้ในเดือนเมษายนและธันวาคมปีนี้ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้ามินบู ที่บริษัทไปร่วมลงทุนในสัดส่วน 20% มีขนาดรวมทั้งหมด 220 MW ที่ประเทศเมียนมาร์ โดยเฟสแรกคาดว่า จะเริ่มรับรู้รายได้ภายในครึ่งหลังของปีนี้จำนวน 50 MW

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทครั้งล่าสุด (ครั้ง5/2561) เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติการออกและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ครั้งที่ 3 จำนวนรวมไม่เกิน 7,900,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ และขยายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์จำนวน 250 ล้านบาท // โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเมียนมาร์ 166 ล้านบาท และเป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลต่างๆราว 15 ล้านบาท

มุมมองกูรูหุ้น "วิเคราะห์หุ้น ECF"
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล นักวิเคราะห์หุ้นคุณภาพ ให้มุมมองในการวิเคราะห์หุ้น ECF ว่า จะต้องดูโครงสร้างธุรกิจของบริษัท ซึ่งปัจจุบันรายได้หลักส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่หากดูตัวเลขผลประกอบการย้อนหลัง 3 - 4 ปี จะพบตัวเลขกำไรที่ค่อนข้างนิ่งเฉลี่ยราวปีละ 60 – 70 ล้านบาท ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ค่อนข้างผันผวนเฉลี่ย 19 – 28% จากความผันผวนของต้นทุน 

ดังนั้นบริษัทจึงมีแผนปรับโครงสร้างรายได้ ด้วยการแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งได้มีการถือหุ้น 99% ในบริษัท ECF Power โดยที่บริษัท ECF Power ถือหุ้นในบริษัท Safe Energy 33% และถือ 20% ในบริษัทกรีนเอิร์ท พาวเวอร์ รวมทั้งยังได้ทำธุรกิจ Planet Board ขยายตัวสู่ต้นน้ำ ที่เป็นธุรกิจทำไม้ MDF และ ไม้ Particle board ซึ่งเป็นวัตถุดิบของบริษัท เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 30% ของรายได้รวมในปี 2563

ดร.วิศิษฐ์ ย้ำว่า นักลงทุนจะต้องจับตาว่า ในอนาคตจะมีไบโอแมสเพิ่มเข้ามามากน้อยเพียงใด และจะได้ PPA เพิ่มเข้ามาหรือไม่ ซึ่งหากสามารถดำเนินการต่างๆ และนำบริษัทลูก 2 แห่งที่ดำเนินธุรกิจพลังงานทางเลือก เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ตามแผนที่วางไว้ จะมี Valuation ที่เพิ่มขึ้น และเป็นหุ้น Growth Company ซึ่งราคาในปัจจุบันได้สะท้อนธุรกิจพลังงานทดแทนบางส่วนไปแล้ว แต่ยังไม่สะท้อนโอกาสการเติบโตในอนาคต
“นักลงทุนต้องจับตา 3 ประเด็นคือ เรื่องไบโอแมสว่า ด้วย 7.5 MW จะมีโอกาสเติบโตมากกว่านี้หรือไม่ เรื่องโรงไฟฟ้าที่พม่า หลังได้ PPA จะมีแผนดำเนินงาน แผนกระแสเงินสด รวมทั้งกำไร เข้ามาเป็นบอสทอมไลน์ขนาดไหน ถ้าทั้ง 2 บริษัทสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดฯได้จะเพิ่มแวลูให้บริษัท ถ้าสำเร็จจะเป็นบริษัทที่มีการเติบโตที่ดี” ดร.วิศิษฐ์กล่าว 

ด้านดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า มองว่า ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว มีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ณ เวลานี้ถือเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างลำบาก ในขณะที่ธุรกิจใหม่อย่างพลังงานทดแทน ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นของการลงทุน ยังไม่สามารถประเมินกำไร และผลตอบแทนในอนาคตได้ 

โดยการประเมินราคา ณ เวลานี้ Valuation ค่อนข้างสูง P/E 80 เท่า จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 100 เท่า ซึ่งหาก 1 – 2 ปีข้างหน้า สามารถทำกำไรเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท จากความสำเร็จในการทำโรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดนราธิวาส Valuation อาจจะเหลือ P/E ราว 50 – 60 เท่า ส่วนโครงการในประเทศเมียนมาร์ ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในระยะสั้น 2 – 3 ปี มองว่า หุ้น ECF เป็น Growth Stock
“โครงการที่พม่าต้องใช้เวลาและถือหุ้นนิดเดียว อีกอย่างฐานเงินทุนยังเล็ก เป็นบริษัทเล็ก ถ้าจะเล่นไบโอแมสก็ไม่เสียเปรียบ เหมาะกับบริษัทเล็กๆ แต่เล่นเกมใหญ่ยาก เราไม่นิยมให้ค่าในสิ่งที่ยังไม่เกิด ต้องดูให้ดีว่า เชื่อมั่นแค่ไหน นาทีนี้มองว่า เป็น Growth Stock ระยะสั้นๆเห็นอยู่แล้วว่า 2-3 ปีต้องโต แต่จะโตแล้วหยุดก็เป็นไปได้ เพราะถ้าโตแล้วไม่กำไร ก็ต้องหยุด กำไรต่อหุ้นไม่เพิ่ม ก็ต้องหยุด” ดร.นิเวศน์กล่าว        

08 May 2018

Viewed 112 time

Engine by shopup.com